.
พระรับเงินบาปไหม?
ญาติโยม ถวายเงินให้พระบาปไหม?
มี 2 คำถามโดยเฉพาะคำถามที่ 1 ถามกันมาก สงสัยกันมาก และก็มีคำตอบมาก
แต่เป็นคำตอบที่ไม่ค่อยเหมือนกัน บ้างก็ว่าผิด บ้างก็ว่าไม่ผิด.....
วันนี้มีคำตอบจากพุทธวจน มาช่วยให้หายสงสัย
ขอตอบคำถามที่ 2 ก่อนครับ ญาติโยมไม่บาป เพราะสิกขาบท ศาสดาเอาไว้ปรับ
ความผิด พระ ญาติโยมไม่เกี่ยว....
ส่วนคำถามที่ 1 ขอตอบด้วยพระสูตรนี้ครับ
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘
โย ปะนะ ภิกขุ ชาตะรูปะระชะตัง อุคคัณเหยยะ วา.....
“อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง
เงินอันเขาเก็บไว้ให้, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.”
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๙
โย ปะนะ ภิกขุ นานัปปะการะกัง รูปิยะสังโวหารัง.....
“อนึ่ง ภิกษุใดถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ,
เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.”
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
โย ปะนะ ภิกขุ นานัปปะการะกัง กะยะวิกกะยัง.....
“อนึ่ง ภิกษุใดถึงการแลกเปลี่ยนมีประการต่างๆ ,
เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.”
นี่คือศีลทั้ง 3 ข้อในศีลปาฏิโมก ซึ่งพระต้องสวดทุกกึ่งเดือน จะบอกว่าไม่ทราบ..ไม่ได้
อาบัติมี ๗ กองคือ
๑. ปาราชิก (แปลว่า ผู้พ่ายแพ้)
๒. สังฆาทิเสส (แปลว่า อาบัติอันจำปรารถนาสงฆ์ ในกรรม
เบื้องต้นและกรรมที่เหลือ)
๓. ถุลลัจจัย (แปลว่า ความล่วงละเมิดที่หยาบ)
๔. ปาจิตตีย์ (แปลว่า การละเมิดที่ยังกุศลให้ตก)
๕. ปาฏิเทสนียะ (แปลว่า จะพึงแสดงคืน)
๖. ทุกกฏ (แปลว่า ทำไม่ดี)
๗. ทุพภาสิต (แปลว่า พูดไม่ดี)
อาบัติปาราชิกมีโทษหนัก ทำให้ผู้ล่วงละเมิดขาดจากความเป็นภิกษุ
อาบัติสังฆาทิเสสมีโทษหนักน้อยลงมา ผู้ล่วงละเมิดต้องอยู่กรรมคือ
ประพฤติวัตรตามที่ทรงบัญญัติ จึงจะพ้นจากอาบัตินี้
ส่วนอาบัติ ๕ กองที่เหลือมีโทษเบา ผู้ล่วงละเมิดต้องประกาศสารภาพผิด
ต่อหน้าภิกษุด้วยกัน ดังที่เรียกว่าปลงอาบัติ
***แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นความผิดที่เบา ปลงได้ด้วยวาจาก็ตาม หากผิดบ่อยๆ ก็เหมือนกับ
คนมาทำงานสายวันละ 1 นาที..แต่สายทุกวันครับ
และมีคำถามๆต่อไปว่า..แล้วถ้าพระต้องมีความจำเป็นที่จะใช้เงินให้ทำอย่างไร?
ดูพระสูตรนี้ครับ
[๗๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้นนั้น มหาอำมาตย์ ผู้อุปัฏฐากของท่านพระอุปนันท-
ศากยบุตร ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปกับทูตถวายแก่ท่านพระอุปนันทศากยบุตรสั่งว่า เจ้าจงจ่าย
จีวรด้วยทรัพย์จ่ายจีวรนี้ แล้วให้ท่านพระอุปนันทครองจีวร. จึงทูตนั้นเข้าไปหาท่านพระอุปนันท-
ศากยบุตร ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้ กะท่านพระอุปทนันทศากยบุตรว่า ท่านเจ้าข้า ทรัพย์สำหรับ
จ่ายจีวรนี้แล กระผมนำมาถวายเฉพาะพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร.
เมื่อทูตนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้ตอบคำนี้ กะทูตนั้นว่า
พวกเรารับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่ได้, รับได้แต่จีวรอันเป็นของควรโดยการเท่านั้น;
เมื่อท่านตอบอย่างนั้นแล้ว ทูตนั้นได้ถามท่านว่า ก็ใครๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ?
ขณะนั้น อุบาสกผู้หนึ่งได้เดินไปสู่อารามด้วยกรณียะบางอย่าง จึงท่านพระอุปนันท-
ศากยบุตรได้กล่าวคำนี้กะทูตนั้นว่า อุบาสกนั้นแล เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย.
จึงทูตนั้น สั่งอุบาสกนั้นให้เข้าใจแล้ว กลับเข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตรแจ้งว่า
ท่านเจ้าข้า อุบาสกที่พระคุณเจ้าแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น, กระผมสั่งให้เข้าใจแล้ว; ขอพระคุณ
เจ้าจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล.
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒
พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒
สรุปว่า ถ้าพระต้องการใช้เงิน ให้ผ่านผู้ทำการแทนพระ (ไวยาวัจกร) ก็แค่นั้นเองครับ
ดังนั้นจึงตอบโจทย์แก่ญาติโยมได้ว่า
ญาติโยมสามารถถวายเงินให้พระได้ แต่ผ่านไวยาวัจร พระไม่สามารถรับเงินได้โดยตรง
ถวายสังฆทาน คำๆนี้ชาวพุทธรู้จักกันดี และเมื่อนึกถึงสังฆทาน ก็นึกถึงเจ้าถังสีเหลือง
และมีข้าวของจิปาถะอัดอยู่เต็มในถัง...
ยังมีชาวพุทธอีกมากมาย เข้าใจผิดเรื่อง สังฆทาน มาเข้าใจแบบถูกต้องกันครับ
**เอาเรื่องเจ้าถังเหลืองนี้ก่อน สังฆทาน จะถวายอะไรก็ได้ที่สงฆ์สามารถใช้ได้ ถ้าเป็น
สิ่งที่จำเป็นในช่วงเข้าพรรษาก็จะดีเช่น ผงซักฟอก ยาสีฟัน ใบมีดโกน เป็นต้น
**ส่วนการถวายคือ ทานที่ตั้งใจถวายแก่สงฆ์หรือผู้แทนของสงฆ์ ไม่จำเพาะเจาะจงรูปใดรูป
หนึ่ง
ขึ้นอยู่ที่เจตนาเวลาถวายว่า จะถวายส่วนตัว หรือส่วนรวม
และการถวายทานที่ได้กุศลสูงคือ ถวายแก่ภิกษุที่เป็น อรหันต์..แต่จะทราบได้อย่างไรว่า ใครคือ
อรหันต์ เมื่อไม่ทราบก็ต้องถวายแบบสังฆทาน คือไม่เจาะจง..ตามพระสูตรนี้ครับ
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ทานประจำสกุลวงศ์ข้าพระองค์ยังให้อยู่ แต่ว่าทานนั้นข้า
พระองค์ให้เฉพาะหมู่ภิกษุผู้เป็ นอรหันต์ หรือปฏิบัติอรหัตตมรรค ที่อยู่ป่ า ที่ถือบิณฑบาต
ที่ถือผ้าสุกุล เป็นวัตร".
คหบดี! ข้อที่จะรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นพระอรหันต์หรือปฏิบัติอรหัตต-
มรรคนั้น เป็นสิ่งที่รู้ได้ยากสำหรับท่านผู้เป็นคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ผู้ยังมีการ
นอนเบียดบุตร บริโภคใช้สอยกระแจะจันทน์และผ้าจากเมืองกาสี ทัดทรงมาลา
และเครื่องกลิ่นและเครื่องผัดทา ยินดีอยู่ด้วยทองและเงิน.
คหบดี ! ถึงแมภิ้กษุจะเป็นผู้ อยู่ป่ าเป็ นวัตร ถ้าเป็นผู้ ฟุ้งซ่าน ถือ
ตัว กลับกลอก พูดมาก มีวาจาไม่แน่นอน มีสติลืมหลง ปราศจากสัมปชัญญะ
ไม่มีสมาธิ มีจิตหมุนไปผิด มีอินทรีย์อันปล่อยแล้ว : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุ
นั้น ควรถูกติเตียนด้วยองค์นั้นๆ.
คหบดี ! ถึงแมภิ้กษุจะเป็นผู้ อยู่ป่ าเป็ นวัตร ถ้าเป็นผู้ ไม่ฟุ้งซ่าน
ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่พูดมาก มีวาจาแน่นอน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ
มีสมาธิ มีเอกัคคตาจิต สำรวมอินทรีย์ : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้นอันใครๆ
ควรสรรเสริญด้วยองค์นั้นๆ.
เอาละ คหบดี ! ท่านจงถวายทานในสงฆ์เถิด เมื่อท่านถวายทานใน
สงฆ์อยู่, จิตจักเลื่อมใส; ท่านเป็นผู้มีจิตอันเลื่อมใสแล้ว ภายหลังแต่การตาย
เพราะการทำลายแห่งกาย จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! จำเดิมแต่วันนี้ไป ข้าพระองค์จะถวายทานในสงฆ์"
- ฉกฺก.อํ. ๒๒/๔๓๖ - ๔๓๘/๓๓๐.
การ์ตูนแอนิเมชั่นสอนศีล๕ ที่คนไทยมักลืมเลือน ได้กลับนำมาทำใหม่ให้ดูไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ในรูปแบบของการ์ตูนแนว Standup comedy เรื่อง Cream moral ได้อธิบายว่าการรักษาศีลง่ายบเสมือนกับบำรุงผิว ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวันทุกวัน
ทัวร์จีน - วัดถาเอ่อร์ซื่อ เมืองซีหนิง (Ta'er Monastery)
วัดถาเอ่อร์ซื่อ (Ta'er Monastery) หรือที่ชาวทิเบตเรียก “คุมบุม”เป็นพระอารามขนาดใหญ่และสลับซับซ้อน ซึ่งเป็นที่ประสูติของชงคาปา (Tsong-kha-pa,ค.ศ.1357-1419)หรือ จงขะปะ ผู้ก่อตั้งนิกายหมวกเหลืองหรือนิกายเกลุกของพุทธศาสนานิกายสรวาสติวาท (ทิเบต)และเป็นคลังมณีทางพุทธศิลป์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1560 สมัยราชวงศ์หมิง มีพื้นที่รวม 2,500ไร่ มีห้องโถงใหญ่ 15ห้อง ห้องพักสงฆ์ 9,300ห้อง รวมพื้นที่ใช้สอย 450,000 ตารางเมตร ตัวอาคารก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมฮั่นผสมทิเบต อยู่ห่างจากเมืองซีหนิงประมาณ 26 กิโลเมตร
ทัวร์จีน -วัดถาเอ่อร์ซื่อ เมืองซีหนิง (Ta'er Monastery)
วัดถาเอ่อร์ซื่อ ประกอบด้วย วิหารหลวง หรือ “วิหารหลังคาทองคำ”และวิหารบริวารรายล้อมอีกมายหลายหลัง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปแทนองค์พระพุทธเจ้าแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และพระโพธิสัตว์ซึ่งมีมากมายแตกต่างกันไป ลักษณะวิหารภายในวัดถาเอ่อร์ จะมีลักษณะวิหารคล้ายคลึงกัน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ “ตง”หรือไม้เครื่องเรือนที่วางบนคานสำหรับรองพื้นกระดานหรือฟาก ซึ่งศิลปะเรือนไม้ของจีนและทิเบต นอกจากไม่ปิดตงแล้วยังทาสีฉูดฉาดอวดความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ของวัดถาเอ่อร์ โดยสีหลักที่ใช้ในศิลปะทิเบตล้วนเกี่ยวข้องกับศาสนา คือ สีขาว แทนความหมายถึง ความกรุณา สีแดง หมายถึง ปัญญา สีเหลือง คือ ความอ่อนโยน สีน้ำเงิน แทน จิตวิญญาร และสีดำ คือ อำนาจ ภายในวัดมีโบราณวัตถุล้ำค่า "3 สุดยอดทางศิลปะ" ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมอันได้แก่ การแกะสลักเนย (Butter Sculpture) จิตรกรรมฝาผนัง และตุยซิ่วหรือภาพปักนูน
ทัวร์จีน - วัดถาเอ่อร์ซื่อ เมืองซีหนิง (Ta'er Monastery)
วิหารหลังคาทองคำ ของวัดถาเอ่อร์ซื่อ เป็นสถานที่ที่ประดิษฐานสถูปเงินประดับเพชรนิลจินดาวาววาม ภายในบรรจุสรีระสังขารของท่านจงขะปะ โดยในระหว่างที่ท่านจงขะปะ แบกรับภารกิจปฏิรูปศาสนาอันหนักหน่วง ท่านจงขะปะไม่ได้กลับบ้านเยี่ยมโยมแม่หลายปี จนโยมแม่คิดถึงจึงส่งจดหมายไปถามข่าวคราว ท่านจงขะปะตอบว่า ยังกลับไปเยี่ยมบ้านไม่ได้ เพราะมีงานสำคัญที่ต้องทำให้บรรลุ ท่านแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการทำงานรับใช้พระพุทธศาสนา โดยใช้เลือดของท่านเขียนจดหมายฉบับดังกล่าว ส่งกลับมาให้แม่พร้อมกับเส้นผมของท่าน เพื่อยืนยันว่าท่านยังมีชีวิตอยู่
ทัวร์จีน - วัดถาเอ่อร์ซื่อ เมืองซีหนิง (Ta'er Monastery)
วัดถาเอ่อร์ซื่อยังเป็น 1ใน 6มหาบูชาสถาน ของชาวพุทธสายวัชรนิกายสวมหมวกเหลือง ซึ่งก็คือชาวทิเบตส่วนใหญ่ อันประกอบด้วย วัดลาซา วัดโจคัง วัดจาเซปูหลุน วัดกานตาน ในเขตปกครองตนเองชนชาติทิเบต กับวัดลาฝู่ในมณฑลกานชู และวัดถาเอ่อร์ ในมณฑลชิงไห่แห่งนี้ ในวัดถาเอ่อร์ซื่อ สิ่งที่วิหารทุกหลังมีเหมือนกันหมดคือ “กงล้อมนตรา”ที่มีสีและขนาดแตกต่างกันไป สำหรับผู้แสวงบุญได้หมุนเพื่อทำสมาธิและเป็นตัวช่วยสวดมนต์ให้ได้มากจบ ด้วยเชื่อว่าเป็นวิธีการสั่งสมอานิสงส์ผลบุญให้ไปถึงนิพพานได้
ทัวร์จีน - วัดถาเอ่อร์ซื่อ เมืองซีหนิง (Ta'er Monastery)
ทัวร์จีน - วัดถาเอ่อร์ซื่อ เมืองซีหนิง (Ta'er Monastery)
ที่มา
http://www.tourtooktee.com/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%87-ta039er-monastery
พระพุทธรูปเล่อซาน "พระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก"
พระพุทธรูปเล่อซาน เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในเขาเล่อซาน เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับ เขาเอ๋อเหมย เมื่อปี พ.ศ. 2539
พระพุทธรูปเล่อซานเริ่มสร้างตั้งแต่สมัยราชวงค์ถัง คือคริสต์ศักราช ๗๐๐ กว่าปี เริ่มต้นโดยมีพระชื่อไห่ทงเดินทางมาถึงเสฉวน และพบว่าเขาเล่อซานตั้งอยู่บนทางผ่านของแม่น้ำสามสาย จึงมักเกิดอุบัติเหตเรือล่มทำให้มีผู้คนเสียชีวิตบ่อยๆ พระไห่ทงจึงตั้งใจสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นตรงจุดนี้เพื่อให้พระคุ้มครองแก่ผู้เดินทาง ต่อมา มีชาวพุทธผู้มีจิตศรัทธาใช้ความพยายามและใช้เวลาอีก ๙๐ ปี สร้างพระพุทธรูปองค์นี้จนสำเร็จ พุทธศาสนิกชนจากท้องที่ต่างๆพากันมานมัสการเพื่อความสงบสุขแห่งจิตใจมีความสูงกว่า ๗๐ เมตร ไหล่กว้างกว่า ๒๐ เมตร พระเศียรสูงเท่าภูเขา พระบาทวางอยู่ริมแม่น้ำ พระหัตถ์วางบนเข่า พระพักตร์อิ่มเอิบสงบ
พระใหญ่เล่อซานสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ใด
"เล่อ ซาน ต้า โฝ" หรือ พระใหญ่เล่อซาน ล้อมรอบด้วยธารน้ำ 3 สายด้วยกัน อยู่บริเวณจุดบรรจบกันของแม่น้ำหมิ่นเจียง แม่น้ำชิงอี และแม่น้ำต้าตู้เหอ พระใหญ่องค์นี้ขุดเจาะบนหน้าผาชันริมแม่น้ำ มีอีกชื่อหนึ่งว่า "พระใหญ่หลิง อวิ๋น" เป็นพระพุทธรูปของพระสังขจายท่านั่ง เป็นหนึ่งในผลงานศิลปะชั้นยอดของสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) และเป็นประติมากรรมหินแกะสลักพระสังขจายท่านั่งใหญ่ที่สุดในโลกสถานที่ท่องเที่ยวพระใหญ่เล่อซานมีพื้นที่ประมาณ 8 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยภูเขาหลิง อวิ๋น ภูเขาอูโหยว และภูเขาอื่นๆ จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับชาติของจีน อีกทั้งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมด้วย
พระเศียรของพระใหญ่เล่อซานสูงเท่ากับยอดเขา พระบาทวางอยู่ริมแม่น้ำ พระหัตถ์วางบนเข่า งดงามสมส่วน พระพักตร์อิ่มเอิบดูขรึมขลัง พระเศียรสูง 14.7 เมตร กว้าง 10 เมตร พระกรรณยาว 7 เมตร พระนาสิกยาว 5.6 เมตร หลังพระบาทกว้าง 8.5 เมตร และผู้คนสามารถนั่งบนหน้าพระบาทกว่ากว่า 100 คน ถือว่ามีขนาดมโหฬาร
เนื่องจากบริเวณที่ตั้งเคยเกิดอุทกภัยรุนแรงหลายครั้ง สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากมาย จึงสร้างพระใหญ่เล่อซานขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครอง หลังจากสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่เคยเกิดอุทกภัยอีกเลย นับว่า มหัศจรรย์อย่างยิ่ง
เนื่องจากบริเวณที่ตั้งเคยเกิดอุทกภัยรุนแรงหลายครั้ง สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากมาย จึงสร้างพระใหญ่เล่อซานขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครอง หลังจากสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่เคยเกิดอุทกภัยอีกเลย นับว่า มหัศจรรย์อย่างยิ่ง
กวนกงเสี่ยตี้กุง
นะโม ไต่ซือไต่ปุย กวนซีอิม ผ่อสัก
กวนเอี๊ยกง , องค์กวนเสี่ยตี้กง
ฮกเต๊กเจี่ยสิน (แป๊ะกง)
หยกอ๋องซ่งเต่ (อีกภาพครับ)
เหี่ยนเทียนซ่งเต่ (ซ่งเต่กง)
กวนอิมฮูดโจ้ว
หม่าโจ้ว (เทียนโฮ้วเซิ่งหมู่)
เช็งจุ้ยโจวซือ
ไต่อ๋องหลี่หู้อ๋องเอี๋ย
ตี่หู้อ๋องเอี๋ย
ซ่งเต่กง
ฟ่านฮู้อ๋องเอี๋ย
กวนเต้กุน
หยกอ๋องซ่งเต่
พระโพธิสัตว์กวนอิม
อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
บกเฉี้ยหยี่ไท่จื้อ
หลี่โหล่วเฉีย
พระพุทธเจ้า
กษิติครรภ์โพธิสัตว์
ดอกบัว
ตันเซ่งอ๋อง
เหี่ยนเทียนซ่งเต่
หลี่โหล่วเฉีย
โกยเซ่งอ๋อง
ตี่หู้อ๋องเอี๋ย
หน่าจา ซานไท่จื่อ


